Welcome to Thai Nation News  หนังสือพิมพ์ไทยเนชั่นนิวส์ <<--- สาระ อิสระ คุณธรรม สร้างสรรค์สังคม.....Thai News Online, Thai News Station!!!

0

ooo

. Las Vegas WebCam

Thai NationTV ไทยทีวี 

Thai Nation Radio

ThaiTVnet Online!

หน้าหลัก
ข่าวหน้าหนึ่ง
บทบรรณาธิการ

เปิดใจในฉบับ

คนสานฝัน

ห้องจิปาถะ

คนเมืองรถม้า

เลดี้คอนเนอร์

มีอะไรในเวกัส

ลาสเวกัสวาไรตี้

เติมรักให้เต็มร้อย

โครงการในพระราชดำริ

การแพทย์ทางเลือก

คุยเฟื่องการเมืองไทย

เรื่องสั้นประจำฉบับ

วันนี้ที่แอลเอ

ใต้ฟ้าอริโซน่า

เจ๊าะแจ๊ะแวะกิน

ใต้ร่มโพธิญาณ

ธรรมะทายาท

กองบรรณาธิการ

ที่นี่บริการฟรี

วิดีโอข่าว

Clips Video New>here

Best Links!

.

.
 

Sponsor

Dentist Doctor
Thai House Restaurant
Little Bangkok
Thai Massage Vegas
Dr Thongxay
Vitamin-Optimum
Banquet Hall
Sandy Realtor
Laos Market
Thai Grill Reastaurant
Krazy Buffet
Sister Market
Bangkok Market
Laos Thai Restaurant
Laos Asia Market
Ocha Thai Cuisine
TJ Realtor
Sakun Thai Cuisine
Thai Laos Market
Connie Salon
Wok & Wings
On & Da Salon
JR Wireless
and More -> click

 
0
 

Quick Search ค้นหาหัวข้อข่าวและคอลัมน์

บทความและรูปภาพที่ต้องการได้ที่นี่

จ่ายค่าโฆษณาในนสพ.ไทยเนชั่นยูเอสเอได้ที่นี่ Advertise Payment Here!
Advertise Prices
ไทยเนชั่นเสียงแห่งธรรมะ..สมเด็จพระพุฒาจารย์  

LIVE Thai Nation TV, Thai Nation Radio รอรับชมทุกช่องของทีวีไทย 7/24 จากไทยเนชั่นทีวี! 

HAPPY NEW YEAR 2010

 
  สกู๊ปพิเศษ
 

เรื่องสั้นประจำฉบับ

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

หนุ่มใหญ่ของวัยชรา

ไม่เคยจัดงานฉลองวันเกิดให้ตัวเองเลยสักครั้ง จนล่วงเข้าปีที่ 60 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ถึงจะยอมให้มีงานแซยิด ภายใต้ชื่องานว่า..วันที่ไม่มีหมวก

 มีข้อสังเกตหนึ่งผุดขึ้นหลังจากพอร์เทรตของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในวัย 60 ปรากฏบนหน้าปกนิตยสารรายเดือนฉบับหนึ่ง

 ข้อสังเกตนั้นมีอยู่ว่า "ทำไมแววตาของแกจึงเศร้านัก"

 วิคตอร์ อูโก เคยกล่าวว่า สี่สิบคือผู้เฒ่าของวัยหนุ่ม ส่วนห้าสิบคือคนหนุ่มของวัยชรา
 หกสิบปีของเขาจึงเป็นหนุ่มใหญ่ที่สุมขุมลุ่มลึก

 หลังจากข้อสังเกตนั้น ตามมาด้วยข้อถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอีกยกใหญ่ บ้างว่าแววตาคู่นั้นเป็นเช่นนี้มานานนม บ้างแย้งว่าแววตาคู่นี้เต็มไปด้วยความดุดัน บ้างว่าแววตานี้มีบางสิ่งผลิเกิดใหม่ 
แต่หลายเสียงพ้องต้องกันว่า แววตานั้นมีบางอย่างคงอยู่และจากไป  
 
14 ตุลาคม 2516
ก่อนหน้าและหลังจากนั้น

 หากอนุญาตให้เปรียบเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 เป็นผืนฟ้ามืด ดอกไม้ไฟย่อมไม่ใช่ใครอื่น
 ในแง่มุมที่ทั้งสวยงามจับใจบางคน และแสงสาดบาดตาบางคนเช่นกัน

 หากถามคนรุ่นที่เกิดมาในวัฒนธรรมป็อป และโลกที่ทุกอย่างถูกยัดไว้ในอินเทอร์เน็ตว่า วีรกรรมอะไรที่พวกเราภาคภูมิ เราคงต้องเงียบเสียงไว้ หากมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มที่ชื่อ มหาวิทยาลัยชีวิต

 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บันทึกใน มหาวิทยาลัยชีวิต ไว้ว่า เขาสมัครเป็นนักศึกษาเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 การเป็นอาสาสมัครในครั้งนั้นสอนให้เขารู้จักบทเรียนแรกของประชาธิปไตยในสังคมไทย

ทหารกลุ่มหนึ่งเข้าคูหาเพื่อทำในสิ่งที่เรียกว่าสิทธิของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยพฤติกรรมที่ไม่อยู่ในกฎกติกาของนายทหารกลุ่มนั้น อีกทั้งนายทหารหน้าเดิมกลับมาลงคะแนนเกินโควตา ทำให้เขายื่นใบประท้วงด้วยกระดาษและวาจา

 ผลสุดท้าย เขาและเพื่อนนักศึกษาที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ต้องแจ้นหนีนำหน้าก้อนอิฐที่ปลิวตามหลัง
 ขณะที่ชีวิตในฐานะนักศึกษารัฐศาสตร์ของเขาก็ดูจะขัดแย้งกับผู้คนรอบข้าง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่า เขาไม่เอาด้วยกับระบบโซตัส

ได้ข่าวว่าลื้อไม่ค่อยเคารพรุ่นพี่ใช่มั้ย

 “ก็แล้วแต่ว่าคนไหนดีไม่ดีผมตอบเรียบๆ (มหาวิทยาลัยชีวิต, 2531)

 ผลสุดท้าย มีแก้วใบหนึ่งที่พุ่งเข้ามาอย่างเร็ว และเขาไม่มีโอกาสหลบ

ในช่วงปี 2515 เขากลายสภาพเป็นนักศึกษาที่เรียนไม่จบ ช่วงนี้เขามีโอกาสได้ทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสารรายสัปดาห์ "วิทยาสาร" พร้อมๆ กับทำงานช่วยเหลือจัดตั้งคนยากจน เพื่อเป็นองค์กรช่วยเหลือตัวเองของกลุ่มคาทอลิก

ใครว่ามารยาทของนักเลงต้องแสดงออกด้วยกำปั้นและคำพูดไม่ง้อหูใคร เขาลาออกจากกองบรรณาธิการ "วิทยาสาร" หลังจากที่ ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้ชักชวนเขาเข้าทำงานได้ลาออก ด้วยสาเหตุที่ "วิทยาสาร" ในห้วงนั้นได้มีการเปลี่ยนบรรณาธิการ

 แต่เหตุผลการลาออกของเสกสรรค์ในคราวนั้นอาจถูกสะกดด้วยคำว่า "มิตรภาพ"

 ปี 2516 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เริ่มชีวิตนักศึกษาอีกครั้ง แต่ด้วยความเป็นนักศึกษาแก่หรือเด็กโข่ง ทำให้เขาถูกดึงเข้าสู่ขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

 หากถามคนรุ่นที่เกิดมาพร้อมกับวัฒนธรรมป็อป และโลกที่ทุกอย่างถูกยัดไว้ในอินเทอร์เน็ต ว่าวีรกรรมอะไรที่พวกเราภาคภูมิ นอกจากต้องเงียบเสียงแล้ว เรายังต้องรื้อความหมายของคำว่า "วีรกรรม" เสียใหม่

เพราะเราอาจใช้คำคำนี้พร่ำเพรื่อ และผิดที่ผิดทางมากเกินไป และบางทีอาจหมายรวมถึงเฉดสีที่แอบแฝงผลพลอยได้ทางการเมือง

14 พฤศจิกายน 2552 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์
60 ปี ที่ไม่เคยมีงานฉลอง

บ่ายวันนั้นในสถาบันปรีดี พนมยงค์ เต็มไปด้วยผู้คนหลากวัยหลายเจเนอเรชั่น ทั้งหมดต่างมา "ฟัง" และ "มอง" สิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ชื่อเสกสรรค์ ประเสริฐกุล

 บนจอภาพยนตร์ ภาณุ สุวรรณโณ เป็นภาพแทนของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในห้วงเวลาที่เข้าป่าเพื่อเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในภาพยนตร์เรื่อง 14 ตุลาฯ สงครามประชาชน หรือ คนล่าจันทร์

 ปี 2518 นอกจากนักเลง เราพอจะกล่าวได้ว่า เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มีสถานะนักรบพ่วงมาอย่างเต็มตัว

 ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ บวกรวมกับข้อเท็จจริงเฉพาะหน้าที่ไม่ตรงกัน จึงทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้แสดงทัศนะเชิงวิพากษ์วิจารณ์นักศึกษาซ้ายจัดในหนังสือ มนุษยธรรมกับการต่อสู้ทางชนชั้น ซึ่งทำให้เขาถูกมองจากคนในพรรคด้วยความเคลือบแคลง กระทั่งโจมตีว่าเขาเป็นพวกลัทธิแก้

 ในเวลานั้น เขาไม่ใช่คนรักของกระแสหลัก ทั้งไม่ใช่มิตรแท้ของกระแสรอง กรอบทฤษฎีที่ตายตัวไม่สามารถครอบความคิดอันแตกต่างที่เขามี ทั้งในเรื่องมนุษยธรรม เสรีภาพส่วนบุคคลของเขาให้เชื่องเชื่อ

หากเป็นตัวละคร เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็อาจเป็นตัวละครที่ถูกสร้างโดยนักประพันธ์ผู้รวดร้าว แต่นี่คือ ชีวิตจริงของเขาในช่วงที่จับปืนเป็นนักรบ

แม่ของเขาเสียชีวิตลงโดยเขารับรู้ผ่านจดหมาย เพื่อนของเขาตายจากไปในสนามรบ หญิงสาวร่วมทุกข์สุขต้องย้ายไปอยู่แนวหลังเพื่อรักษาตัวจากอาการปวดไขข้อเพราะอากาศหนาว

 มกราคม 2521 เขารำพึงว่า กลัวการพลัดพราก และตั้งคำถามกับตัวเองว่า ใช่หรือไม่ ชีวิตคือความลำพัง

 หลังจากภาพยนตร์จบลง เอนด์-เครดิต วิ่งขึ้น คลอด้วยเสียงเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา แต่ผู้คนในหอประชุมแห่งนี้กลับเพิ่มระดับเสียงเพลงนี้ให้กระหึ่มขึ้น เมื่อทุกคนต่างร้องตาม

 ในทัศนะของคนรุ่นหลัง พวกเขาคงมีบางอย่างร่วมกัน บางอย่างที่คนรุ่นหลังไม่สามารถอธิบาย เพียงแต่เคมีบางอย่างในร่างกายปลุกให้ไรขนตามลำแขนลุกชัน

จาก ริ้วแส้ สู่ ยาสมาน
จากบาดแผล สู่ การสลายตัวตน

 ในพรรคคอมมิวนิสต์ก็แปลกแยก ในสังคมเมืองก็แปลกเปลี่ยว

 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ยอมแพ้ลงจากป่ามามอบตัวกับทหารในเดือนตุลาคม 2523 ขณะที่เดือนเดียวกันนี้ของเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เขาได้รับการยัดเยียดเป็น "วีรบุรุษ" แต่เดือนตุลาคมในปี 2523 เขาได้รับเกียรติให้เป็น "ผู้ก่อการร้าย"

 “ตอนที่ผมวางปืนลงมามอบตัวกับรัฐบาลนั้น บาดแผลที่กรีดลึกที่สุดมิใช่การปฏิวัติ หรือการพังทลายของอุดมคติทางการเมือง หากเป็นการสูญสิ้นความกล้าหาญที่จะฝ่าเผชิญความทุรกันดารของชีวิตในสายความคิดเดียวกัน เมื่อผมเดินขึ้นไปบนภูเขา 5 ปีก่อนหน้านั้น ความใฝ่ฝันที่ลึกอยู่ในวิญญาณก็มิได้เป็นเพียงชัยชนะของผู้ยากไร้หรือวีรกรรมกล้าหาญภายใต้ชื่อของตัวเอง หากเป็นความหมายของการดำรงอยู่และการผ่านพ้น

 สุวินัย ภรณวลัย ตั้งข้อสังเกตงานวรรณกรรมของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ว่าจากวรรณกรรมบาดแผล กาลเวลาได้ขัดเกลาเหลี่ยมมุมจนกลายเป็นวรรณกรรมสลายตัวตนได้อย่างน่าสนใจ

"ในวรรณกรรมบาดแผลมันก็คือวรรณกรรมคนกล้าท้าโลก พอคนเรากล้าท้าโลกแล้ว มันต้องมีบาดแผลพลาดพลั้งบ้าง เพราะคนนั้นได้ต่อสู้เพื่อยืนยันกับตัวเอง

ปัญหาของวรรณกรรมเสกสรรค์ คือ ปัญหาตัวตน แต่ทำไมวรรณกรรมบาดแผลจึงกลายมาเป็นวรรณกรรมสลายตัวตนได้ ผมคิดว่าพี่เสกมีปัญหาตัวตน มันเป็นคำถามว่าเราเป็นใคร เกิดมาบนโลกนี้ทำไม มันเป็นคำถามเชิงปรัชญา ซึ่งคนจะถามคำถามเหล่านี้ได้ ต้องเป็นคนจริงจังกับชีวิต

 ...ใช้ชีวิตผ่านอุปสรรคมากล้นก็ไม่ต่างอะไรกับเผชิญหน้ากับแม่น้ำร้อยสาย หากท่านไม่สามารถว่ายแหวกสายน้ำไปสู่อีกฟากฝั่ง บางทีการเดินทางอาจสิ้นสุดลง

ยามนั้นใช่หรือไม่ว่า ท่านก็มักนึกถึงสะพาน?...(ผ่านพบไม่ผูกพัน, 2548)

 หากอ่านงานของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เราจะพบลักษณะยอมหักไม่ยอมงอในวัยหนุ่ม พบความรวดร้าวหลังพ่ายแพ้ออกจากป่า และในระยะหลังๆ เราจะพบความสงบนิ่ง และสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หรืออาจกล่าวได้ว่ามนุษย์กับจักรวาล

...ทุกหยดน้ำมีอดีต
 แต่ไม่มีหยดน้ำไหนที่ทุกข์ร้อนกับความเป็นมาของมัน
 ใช่...ไม่มีหยดน้ำไหนแยกต่างหากจากทะเล
 ใจเธอต่างหากที่แบ่งเมฆแยกฝนออกจากทะเล...(
บุตรธิดาแห่งดวงดาว, 2552)
 เขาเลือกเยียวยาบาดแผลของตัวเองด้วยทะเล ภูเขา แม่น้ำ และ ราวป่า

 เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บันทึกถ้อยคำของเขาเอาไว้ในนิตยสารรายเดือนเล่มหนึ่ง ว่าสำหรับเขาแล้ว การเดินป่า ออกทะเล ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนผ่าน

"...ผมไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมเพียงแต่โตขึ้นจากฐานเดิม คือผมออกจากสังคมก่อน แล้วจากนั้นค่อยออกจากตัวเอง ขั้นตอนที่ผมเข้าป่าออกทะเลนั้น มันเป็นขั้นตอนที่ผมออกจากสังคม ออกจากลาภยศสรรเสริญไปใช้ชีวิตโดยลำพังอยู่กับธรรมชาติ...

“...แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอและยังไม่พ้นทุกข์ เพียงแต่สามารถยกระดับขึ้นมาได้ในภายหลัง ถ้าคุณดูงานเขียนของผมในระยะหลัง การพูดถึงธรรมะแบบผมนั้น มักจะดึงมาจากป่าเขาท้องทะเลเกือบทั้งหมด ก็คือว่าเรานั่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มนุษย์กับจักรวาลด้วยวิธีการเหล่านั้นอยู่พักใหญ่...

อัตตาในวันที่ถอดหมวก
 ...แน่ล่ะ ถึงวันนี้ผมก็ยังตอบไม่ถูกว่า ตัวเองถือกำเนิดมาเพื่อจุดหมายอะไร ทว่าขณะเพ่งดูประกายแสงเกลื่อนกล่นอยู่บนความว่างเปล่าสีดำ ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่ามีสายใยบางอย่างระหว่าง "เรา"

 ซึ่งลึกซึ้งหนาแน่นมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม...

ข้อความข้างต้นเป็นร่องรอยของบางคำถามที่เขาโยนใส่ตัวเองในเพลงเอกภพ ปี 2536

 ปี 2552 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นุ่งบลูยีนส์ รวบผมไว้ด้านหลัง และไม่ได้สวมหมวกเหมือนในอดีต

คนที่หาทางดับทุกข์คือคนที่มีความทุกข์เขาว่าบนเวที "ไอ้การเป็นนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล มันเป็นตัวปัญหาสำหรับผม ผมไม่รู้ว่าในชีวิตผมได้ก่อปัญหาให้ใครบ้าง แต่มันก่อปัญหาให้ตัวผมเยอะ ทั้งในแง่ต้องแบกความหวังของผู้คน ทั้งในแง่ติดหลงในตัวเองแล้วไปเรียกร้องต่อผู้คน"

 "สรุปรวมความแล้วว่า ตราบใดที่ผมยังคิดว่าผมคือผม มันก็จะมีกรอบคิดชนิดหนึ่งที่คอยบังคับพฤติกรรมที่บางครั้งต้องเหนื่อยต้องยากต้องลำบากต้องเสี่ยงชีวิต บางครั้งก็ไปเกรี้ยวกราดทะเลาะกับคนเพราะไปเรียกร้องขอให้เขาทำในสิ่งที่อยู่ในกรอบอุดมคติของตัวเอง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเกิดสรุปขึ้นมาได้ว่าเราจำเป็นต้องเป็นคนคนนี้ ชื่อนี้ ตามคำนิยามนี้หรือไม่

 "ความที่มีโอกาสได้อยู่คนเดียว ผมก็ทบทวนเรื่องนี้ตลอดเวลา จนกระทั่งมาถึงข้อสรุปที่ว่ามันไม่ใช่ เราไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเลย หลายๆ อย่างเราไม่ได้เป็นเช่นนั้นโดยความเต็มใจ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติ หลายอย่างเราปรุงแต่งขึ้นมา เราสร้างมันขึ้นมาให้ตัวเองรู้สึกว่ามันมีค่า จะให้ตัวเองรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตที่มันยิ่งใหญ่สมกับอุดมคติที่เคยฝันถึง

 “...ช่วงหนึ่งผมจึงหมกมุ่นในการสร้างตัวตนขั้นสูง เราปีนเขาขึ้นได้ระยะนี้แล้วเราต้องไปขึ้นอีกลูกหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ดูถูกคนอื่นๆ ในสังคมว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้ตรงนี้เริ่มผิดแล้ว

 “...สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเกิดสภาวะที่มาถึงทางตัน การปรุงแต่งมันเป็นเรื่องของภายใน ถ้าเราอยากมีอิสรภาพ เราต้องออกจากนิยามทั้งปวง ออกจากการนิยามตัวตนของเราในทุกเรื่องราว เป็นอย่างที่เป็นอยู่ เป็นอย่างที่เป็นไป

ข้อสังเกตเกี่ยวกับแววตาของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ยังคงไม่จบสิ้น

 จากดวงตาคมกร้าวในวัยหนุ่ม บาดแผลได้ประดับริ้วรอยไว้เป็นรายละเอียดของชีวิต ส่งผลให้ดวงตาในวัย 60 ย่อมไม่เหมือนดวงตาในวัยเบญจเพส เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถระบุได้ว่าควรเรียกแววตาคู่นี้ว่าอย่างไร

 “ผมไปตกปลา แล้วไปเจอพายุฝนเข้า เราก็ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากนั่งมองฝนตกกลางทะเล เป็นม่านฝนบังพระอาทิตย์ยาม 4 โมงเย็น เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่เป็นความงามที่ไม่รู้จะพูดยังไง มันไม่มีสีบอกได้ชัดเจน มันเหมือนสีเทอร์ควอยซ์ผสมกับประกายของนากบ้าง ทองบ้าง เพชรบ้าง ผมก็ไม่รู้ว่าจะเขียนยังไง ผมเลยบอก เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมเหมือนรู้สึกได้สบตากับจักรวาล คือมันเป็นความรู้สึกที่บอกได้แค่นั้นจริงๆ

 การระบุแววตาคู่นั้น คงคล้ายกับสิ่งที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นั่งมองม่านฝนบังพระอาทิตย์ยาม 4 โมงเย็น เช่นวันนั้น.

 

 
 
Click for Bangkok, Thailandt
Bangkok
Click for Sydney, New South Wales Forecast
Sydney, AU
Click for London, United Kingdom Forecast
London, UK
Click for Los Angeles, California Forecast
Los Angeles
 
---

webmaster

 

  © Copyrights 2006 Thai Nation Media Group, LLC. All Rights Reserved.

 

www.thainationusa.com

 

Powered by ThaiTVnet 1999- 2010 Thai Nation Media Group, LLC.